- จิตวิทยา (Psychology) คืออะไร
คำว่า Psychology (จิตวิทยา)มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ๒ คำ ได้แก่ Psyche (Mind = จิตใจ) และ Logos (Knowledge = ศาสตร์ องค์ความรู้) ความหมายโดยรวมของ Psychology จึงหมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องพฤติกรรมของอินทรีย์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นสำคัญ เพื่ออธิบาย ทำความเข้าใจทำนาย และควบคุมพฤติกรรมนั้นๆได้
*สามารถติดตามตำนาน เทพนิยายของ Psyche หญิงสาวผู้ถูกนำชื่อมาใช้ในการอธิบายวิทยาการทางจิตวิทยาทั้งมวลได้ในส่วนของ Mythology ในโอกาสต่อไป - พฤติกรรมในแง่มุมของจิตวิทยา
พฤติกรรมในแง่มุมของจิตวิทยาหมายถึง กิริยาอาการทุกอย่างที่เรากระทำ โดยแบ่งออกได้เป็นสองประเภท ได้แก่
- พฤติกรรมภายนอก ได้แก่ กิริยาอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น กิน เดิน นอน นั่ง พูดคุย โอบกอด เป็นต้น
- พฤติกรรมภายใน ได้แก่ กิริยาอาการที่สังเกตไม่ได้ เช่น การคิด การฝัน การจำ อารมณ์ เป็นต้น - จุดมุ่งหมายของจิตวิทยา
จากความหมายของคำว่า Psychology ที่ได้อธิบายไปข้างต้น จะเห็นได้ว่าจิตวิทยานั้นมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาอยู่ 4 หลักใหญ่ๆ ได้แก่ ความต้องการการอธิบายทำความเข้าใจ ทำนาย และควบคุมพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตได้
- อธิบาย มีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายพฤติกรรมนั้นๆว่าเป็นอย่างไร มีอาการอย่างไร ผลเป็นอย่างไร
- ทำความเข้าใจ เจาะลึกลงไปในส่วนที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมหรือปัญหาที่เกิดขึ้น ว่ามีสาเหตุ ที่ไปที่มาอย่างไร
- ทำนาย มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การทำนายโอกาสของการเกิดพฤติกรรมที่ศึกษาอยู่ เป็นการคาดการณ์โอกาสที่น่าจะเกิดของพฤติกรรมนั้นๆผ่านการทดสอบ ทดลองตามหลักวิทยาศาสตร์
- ควบคุม มีจุดมุ่งหมายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปตามที่ต้องการโดยการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข
คนโดยทั่วไปมักเข้าใจผิดว่านักจิตวิทยา "อ่านใจ" หรือ "ทำนายใจ" และสามารถ "ควบคุม" พฤติกรรมของบุคคลอื่นได้ตามใจนึก ซึ่งแท้จริงแล้วนักจิตวิทยาไม่สามารถอ่านถึงความคิดของตัวบุคคลได้ราวกับผู้มีอิทธิฤทธิ์ หรือควบคุมบุคคลอื่นให้เป็นดั่งหุ่นเชิดได้
แท้จริงแล้วนั้น นักจิตวิทยานั้น "ทำนาย" พฤติกรรมของบุคคลจากการทดสอบ ทดลองทฤษฎีต่างๆ มากมายตามหลักวิทยาศาสตร์ มีการเก็บข้อมูล เก็บสถิติเพื่อใช้ในการวิเคราะห์วิจัยเพื่อหาโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมที่ศึกษาอยู่ และนักจิตวิทยาควบคุมพฤติกรรมโดยการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวบุคคล หรือตัวแปรต่างๆเพื่อลดปัญหาที่บุคคลนั้นๆกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาการที่ดีขึ้น
2006/Jun/10
2006/Jun/06
จากคอลัมน์ "มองชีวิต" นิตยสารดิฉัน
ผู้เขียน - ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ
ผมเคยคุยกับผู้ทุกข์หลายๆคน ได้ขอให้เขาลองๆนึกถึงสิ่งที่ทำให้เขาเป็นทุกข์ หรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต โดยให้เขาบอกถึงสิ่งที่ทำให้เขามีความทุกข์มาคนละอย่าง บางสิ่งเป็นสิ่งที่เขาขาด ไม่มี หรือลืมทำไป จึงทำให้ทุกข์ และบางสิ่งก็เป็นสิ่งที่เขามีมากไปหรือคิดถึงมากไปจึงทำให้ทุกข์เช่นกัน สิ่งเหล่านี้บางอย่างก็เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ชีวิตอันยิ่งใหญ่ของเขาเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมาเพราะสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้เสมอ
ผมจึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เขาทำชีวิตหายไปบางส่วนเพราะลืมทำ ลืมคิด หรือคิดไม่ถึง จึงทำให้ชีวิตเป็นทุกข์เพราะขาดสมดุลจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้
สิ่งเหล่านั้น ได้แก่
๑. นึกถึงปัญหามากไป บางคนนึกถึงแต่ชีวิตที่มีปัญหา ไม่ได้หาทางออก แต่นึกถึงว่ามันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ บางทีมีเพียงปัญหาเดียว แต่คิดซ้ำๆเกี่ยวกับปัญหานั้นจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ไม่จบสิ้น และมีความทุกข์มาก
จำไว้ว่าปัญหามีไว้ทำลาย ไม่ใช่มีไว้คิด
๒. ขาดเป้าหมายชีวิต อยู่ไปวันหนึ่งๆ ไม่ค่อยได้คิดอะไรเลย ไม่มีเป้าหมาย ทำให้ชีวิตดูกลวงๆไม่มีน้ำหนัก ไม่มีทิศทาง จะทำอะไรก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม เพื่ออะไร เหมือนไม่ได้อยากได้อะไร เพราะไม่รู้ว่าจะอยากได้ไปทำไม ไม่มีแรงบันดาลใจ ขาดศรัทธาในชีวิต
มนุษย์จำเป็นต้องมีเป้าหมายชีวิต และควรตั้งเอาไว้หลายๆอย่าง หลายๆด้าน ในแต่ละวัยของชีวิตจะมีเป้าหมายต่างๆกัน พอโตขึ้นเป้าหมายอาจเป็นเรื่องงาน ชีวิต สังคม ครอบครัว ตัวเอง ฯลฯ จงตั้งเอาไว้เถิด เป้าหมายของชีวิตหลายๆอย่าง แล้วพยายามพิชิตมันทีละอย่าง ผลออกมาก็มีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ให้พยายามพิชิตเอาไว้ เพราะเป้าหมายมีไว้พิชิต ไม่ใช่มีไว้ดูเฉยๆ
๓. รักและเมตตาคนอื่นมากไป ความรักและเมตตามนุษย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ามีมากไปจะทำให้เราไปผูกใจติดแน่นกับบุคคลเหล่านั้นทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ เดือดร้อนแทนเขาไปหมด จะเกิดเป็นอคติ เข้าข้าง เอาใจช่วยเขาทุกอย่างแม้เขาจะทำผิดก็ตาม
ความรักและเมตตามากๆนี้ ถ้าใช้กับลูกก็จะได้ลูกที่ขาดวินัย เอาแต่ใจตัวเอง เสียเด็ก ถ้าใช้กับแฟน คนรัก เขาก็จะเหลิงได้ใจและไม่เห็นคุณค่าของเรา อาจจะรำคาญเราด้วยซ้ำ ถ้าใช้กับเพื่อนมนุษย์ทั่วไป เขาอาจจะไม่เกรงใจ ลืมให้เกียรติ จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวกำกับเมตตาและความรักเอาไว้ด้วย นั่นกคือต้องมี "อุเบกขา" หัดวางเฉยเสียบ้าง ทำเฉยๆไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ หรือห่างออกมาบ้าง ไม่ใช่ต้องไปใส่ใจ สนใจ และเอาใจช่วยมากตลอดเวลาในทุกๆเรื่อง เท่ากับเราปล่อยให้เขาได้มีช่องว่างที่เป็นความอิสระของชีวิตของเขา ได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และได้ช่วยตัวเองในบางเรื่อง ซึ่งอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร เขาจะได้รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เขาจะได้ประเมินศักยภาพตัวเองได้ถูกต้อง อย่าลืมมีอุเบกขาเป็นตัวกำกับความเมตตาด้วยนะครับ
๔. ขาดลักษณะของคนที่ประสบความสุขและความสำเร็จ สังเกตดูซิครับ คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีลักษณะดังนี้ครับ
- หัวเราะบ่อยๆ และ
- มีความรักให้เพื่อนมนุษย์เสมอ
การหัวเราะทำให้เปิดประตูของความสุขทางใจ เปิดรับความสำเร็จได้มากขึ้น แม้เราจะมีความสุขหรือไม่ค่อยสุขนักก็ควรหัดหัวเราะบ่อยๆ ส่วนความรักนั้นควรมีไว้ในใจเสมอๆกับผู้คนรอบข้าง จะทำให้เรารู้สึกเป็นมิตรและอบอุ่นใจ มองโลกในแง่ดี ถึงจะไม่ค่อยมีความสุขและความสำเร็จนัก แต่ถ้าเราหัวเราะบ่อยๆและมีความรักในใจเสมอ ก็เท่ากับเราดึงความสุขและความสำเร็จมาใส่ตัวเราได้มากขึ้น
๕. ขาดความใส่ใจในสิ่งที่ทำ ความใส่ใจนี้สำคัญมาก เป็นเหมือน "สติ" ที่จะควบคุมให้เราดำเนินกิจกรรมที่ควรทำได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ
กิจกรรมที่เราจะต้องเอาใจใส่เสมอได้แก่ การงาน ความรัก และชีวิต
การงาน : จะทำให้ตัวเองมีค่า มีเงินใช้ มีความรับผิดชอบ เพิ่มวุฒิภาวะ
ความรัก : ทำให้มีความสุข มีกำลังใจ จงใส่ใจที่จะรักคนทุกๆคน มากน้อยก็ได้ แต่ให้รักเอาไว้ก่อน และเราไม่จำเป็นต้องเป็นหรือทำอย่างคนทุกคนที่เรารักหรอก บางคนที่เรารักเขา แต่เราไม่ได้อยากเป็นอย่างที่เขาเป็นก็ได้ เพราะเราไม่ชอบหรือเห็นความไม่ถูกต้อง ไม่สมควร
ชีวิต : ทำให้มีโลกนี้ อยากมีชีวิตอยู่ และอยากทำความดีเพื่อโลกในอนาคตต่อไป เรื่องของชีวิตถ้าศึกษาใส่ใจมากขึ้น จะต้องใส่ใจทั้งเรื่องร่างกาย (วัตถุ) จิตใจ (ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ) และจิตวิญญาณ (สิ่งที่จะต่อเชื่อมกับชีวิตในอนาคต เป็นเรื่องของการพัฒนาความดี และคุณธรรม)
ถ้าเราใส่ใจทั้ง๓ อย่างนี้ จะทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายได้มากขึ้น ถ้าเราไม่ใส่ใจ เราจะเดินไม่ถึงจุดหมายดีๆของชีวิต
๖.ขาดการถ่อมตน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เก่งหรือไม่เก่ง ถ้ารู้จักถ่อมตนก็จะมีคนรักมากขึ้น ถ้าไม่ถ่อมตนก็จะมีแต่ศัตรูและคนหมั่นไส้ ถ้าอยากมีมิตรมากขึ้น ไม่อยากให้ใครเกลียด ก็ให้ถ่อมตนและเปิดใจสร้างมิตรภาพให้มากขึ้น เช่น ยิ้มแย้ม ทักทาย ชมเชย และช่วยเหลือเขาก่อน ถ้ารู้จักถ่อมตน ถ่อมใจ จะทำให้เราเห็นคุณค่าของตนเองตามความเป็นจริง และเห็นคุณค่าของคนอื่นๆตามความเป็นจริงได้ ทำให้สามารถเปิดใจรักคนอื่นได้ก่อน โดยไม่เรียกร้องให้เขารักเราก่อนอย่างที่ผ่านๆมา
สังเกตดูสิครับ มหาสมุทรตั้งอย่ในที่ต่ำ จึงเป็นที่รวมแหล่งน้ำได้ตลอดปีตลอดกาล ส่วนยอดเขาสูงเสียดฟ้าไม่สามารถเก็บน้ำได้เลยสักหยด ฉะนั้นถ้าใครอยากมีมิตร มีความสุข ต้องหัดถ่อมตนเองไว้เสมอ
ทั้ง ๖ ข้อดังกล่าวนี้ เป็นข้อบกพร่องที่พบได้บ่อยของทุกๆคน เป็นเพราะเราลืมคิดหรือนึกไม่ถึง ถ้าใครพยายามเติมให้เต็ม หรือพัฒนาข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ก็เท่ากับคุณช่วยเติมเต็มชีวิตของคุณได้มากขึ้น
ชีวิตก็จะไม่ขาดๆหายๆอีกต่อไป
2006/Jun/06

อยู่ในระหว่างจัดเตรียมเนื้อหาและทดสอบบล็อคครับ
คาดว่าจะพร้อมในวันที่ 9 มิถุนายนนี้